• เหยี่ยวของเฟดตัดการสนับสนุนดอลลาร์

  • ผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด

  • < >

ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายหลักเป็นครั้งที่สองในปี 2019 การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดจากช่วง 1.75% ไปเป็น 2% ได้ถูกคาดการณ์ไว้แล้วอย่างกว้างขวางโดยตลาด อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้ดอลลาร์ขยับต่ำลงไปเนื่องจากคำแถลงของ FOMC และแนวโน้มทางเศรษฐกิจแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นเพียงการปรับกลางรอบเท่านั้นและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวงจรมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณที่ยืดเยื้อ นายเจอโรม พาวเวลล์ประธานเฟดดูจะมีมุมมองของเขาเกี่ยวกับ ‘การลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นหลักประกัน’ ที่สอดคล้องกัน ซึ่งผู้มีส่วนร่วมในตลาดบางรายไม่ชอบใจนัก

ผู้กำหนดนโยบายของเฟดมีมุมที่แตกแยกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อดูกราฟพล็อต สมาชิก 5 รายสนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เปลี่ยนแปลง, 5 รายเห็นชอบให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดแต่คงอัตรานี้ไว้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจนสิ้นสุดปี 2019 ขณะที่สมาชิกอีก 7 รายคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งตอนสิ้นปี แน่นอนว่าผู้คัดค้านหลักไม่ใช่สมาชิกของเฟด แต่เป็นประธานาธิบดีทรัมป์ที่เฝ้าดูการตัดสินใจอย่างใกล้ชิดและทวีตในทันทีว่า “เจย์ พาวเวลล์ และธนาคารกลางสหรัฐทำพลาดอีกแล้ว ‘แหย’, ไม่ฉลาด, ไม่มีวิสัยทัศน์!  เป็นผู้สื่อสารที่แย่มาก!”

ระดับความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายการเงินจะทำให้ผู้มีส่วนร่วมในตลาดคาดการณ์ได้ยากว่า อัตราดอกเบี้ยจะมุ่งหน้าไปในทิศใด ดูเหมือนว่าตลาดก็ไม่เห็นด้วยกับเฟดในเรื่องเส้นทางของอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน กราฟพล็อตแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยจะแตะพื้นที่ 1.5% แต่เมื่อดูใน Fed Watch ของ CME นักเก็งกำไรคาดว่ามีความเป็นไปได้ 46% ที่อัตราดอกเบี้ยจะลงต่ำกว่า 1.5% ในเดือนเมษายนปี 2020 พูดง่ายๆ คือ เฟดเชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังคงเติบโตในระดับปานกลาง แต่ตลาดเชื่อว่ามีความเป็นไปได้อย่างมีนัยสำคัญที่จะเกิดภาวะถดถอย

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ Google Trends แสดงให้เห็นว่าการค้นหาคำว่า 'ภาวะถดถอย' พุ่งขึ้นในเดือนสิงหาคมสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินในปี 2008 แต่ได้ลดน้อยลงนับตั้งแต่นั้นมา แม้ว่าการว่างงานของสหรัฐจะอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับสูง จิตวิทยามีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ยิ่งพวกเขาได้ยินคำว่าภาวะถดถอยมากเท่าไหร่ พวกเขาจะยิ่งคิดถึงมันมากขึ้นและมีโอกาสน้อยลงที่พวกเขาจะใช้จ่ายในอนาคต ในความคิดผม แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้มีความเสี่ยงมากกว่าสงครามการค้า เส้นอัตราผลตอบแทนกลับตัว หรือการวัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่เราเห็นในช่วงนี้เสียอีก หากนักลงทุนอยากรู้ว่านโยบายการเงินต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็ควรติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิดต่อไป

ข้อความปฏิเสธความรับผิดชอบ: เนื้อหาในบทความนี้ประกอบด้วยความคิดเห็นส่วนตัวและไม่ควรตีความเป็นคำแนะนำส่วนตัว และ/หรือคำแนะนำด้านการลงทุนอื่น ๆ และ/หรือข้อเสนอ และ/หรือคำชักชวนสำหรับการทำธุรกรรมใด ๆ ในตราสารทางการเงิน และ/หรือการรับประกัน และ/หรือการคาดการณ์ผลการดำเนินงานในอนาคต ForexTime (FXTM) พันธมิตร ตัวแทน กรรมการ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของบริษัทจะไม่รับประกันความเที่ยงตรง ความถูกต้อง ความทันเวลาหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลใด ๆ หรือข้อมูลที่พร้อมใช้และถือว่าไม่มีความรับผิดต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการลงทุนใด ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน